BREAKING NEWS
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องลี้ลับ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องลี้ลับ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2562

สุดเขย่าขวัญ "5 วัดไทย" ขึ้นชื่อเรื่อง "ผีเฮี้ยน" ที่สุดในประเทศ

สุดเขย่าขวัญ "5 วัดไทย" ขึ้นชื่อเรื่อง "ผีเฮี้ยน" ที่สุดในประเทศ


เรียกได้ว่าประเทศไทยเรานั้น มีเรื่องราวลึกลับมากมายทั้งในอดีตและปัจจุบัน แต่ถ้าพูดถึงเรื่องผี เชื่อว่าหลายๆคนคงจะอยากรู้เหมือนว่าในไทยแล้ว วัดใดบ้างที่ขึ้นชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับไม่น้อย และอาจจะขนลุกกันอย่างแน่นอน วันนี้จะพาไปชมกับ 5 อันดับวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องผีดุที่สุดในประเทศไทย 

1.วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ ฉะเชิงเทรา

ตำนานวิญญาณเฮี้ยน ณ.ลานประหารวัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ เดิมชื่อว่าวัดเมือง จ.ฉะเชิงเทรา การประหารชีวิตอั้งยี่ ที่วัดเมืองเมื่อปี 2391 สมัยรัชกาลที่ 3 ครั้งนั้นเป็นข่าวดังไปทั่วหัวเมืองต่างๆ บ้างก็รู้สึกสาสมใจ บ้างก็รู้สึกสงสารและเกิดทุกขเวทนา ศพอั้งยี่แต่ละศพเป็นผีหัวขาด และนำถูกไปฝังแบบไร้ญาติ ไม่มีใครกล้านำศพไปทำพิธีให้ถูกต้องตามประเพณี เพราะเกรงว่าอาจจะถูกประหารตามไปด้วย ข้อหาสมรู้ร่วมคิด จึงจำต้องปล่อยให้พ่อ แม่ ลูก และพี่น้องของตัวเองถูกตัดหัวไปต่อหน้าต่อตา 


ความตายอั้งยี่นั้นทุกข์ทรมานนัก จิตสุดท้ายก่อนสิ้นลมเต็มไปด้วยความกลัว มีอารมณ์โกรธแค้น ชิงชัง ยามที่วิญญาณออกจากร่าง จิตจึงยึดอารมณ์ดังกล่าวเป็นที่ตั้ง จนนำพาไปยังทุกขติยภูมิ  อยู่ในโลกของวิญญาณ ในภพภูมิที่ทุกข์ทรมาน แรงอาฆาตพยาบาลของความแค้น ที่ฝังใจก่อนความตาย ทำให้วิญญาณแต่ละดวงไม่สงบสุข หาทางไปเกิดไม่ได้ เพราะเป็นวิญญาณตายโหง ที่ยังไม่ถึงเวลาตาย แต่ด้วยกรรมมาตัดรอน จำต้องตาย วิญญาณทั้งหลายจึงสิงสถิตอยู่ในวัดเมืองเต็มไปหมด วัดเมืองจึงขึ้นชื่อว่าเป็นวัดผีดุมานับตั้งแต่นั้น 


ด้วยกิตติศักดิ์ความเฮี้ยน ที่เคยมีผู้พบเห็นอั้งยี่ ประสบหลายคนเล่าว่าเห็นคนจีนเลือดท่วมหัว หิ้วหัวเดินรอบวัด บางคนเป็นคนแขนขาด ขาขาด ไส้ไหลเดินโซซัดโซเซ ผอมเหลือแต่กระดูก สภาพอดอยาก หิวโหย ไม่มีใครทำบุญไปให้ เพราะญาติพี่น้อง หรือคนรู้จักคงจะกลัวว่า ถ้าจะนำเครื่องเซ่นไหว้ตามประเพณีจีนก็กลัวจะถูกจับอีก จนทำให้วิญญาณอดโซทรมาน จึงออกอาระวาด หลอกหลอนหนักขึ้นไปอีก


2.วัดสุวรรณาราม บางกอกน้อย
วัดสุวรรณาราม เดิมเรียกว่าวัดทอง สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยกรุงธนบุรี เป็นสถานที่ที่พระเจ้าตากสิน ทรงมีพระราชดำรัส ให้นำเฉลยศึกพม่าจากค่ายบางแก้ว ไปประหารชีวิต วัดสุวรรณาราม ริมคลองบางกอกน้อย ก็มีเรื่องผีๆอยู่มากเช่นกัน วัดสุวรรณเป็นวัดเก่าแก่ สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยอยุธยา และเมื่อมาถึงสมัยกรุงธนบุรี 


บริเวณวัดแห่งนี้ก็ยังใช้เป็นลานประหารชีวิตเฉลยพม่าในการตัดคอ ซึ่งก็มีเรื่องเล่ากันว่า มีคนเคยเห็นร่างของผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ นุ่งผ้าโจงกระเบน แต่ไม่มีหัวมายืนอยู่ให้เห็น ส่วนสถานที่ที่นำศพเหล่านั้นมาฝัง ก็คือบริเวณที่เป็นวงเวียนสนามวัดสุวรรณาราม และลานวัดสุวรรณารามในปัจจุบัน ที่เชื่อว่าบริเวณนี้ เป็นสถานที่ที่เคยฝังศพ เนื่องจากว่าเมื่อครั้งมีการขุดปรับแต่งพื้นที่บริเวณนี้ ก็มีคนพบกระดูกคนอยู่มากมาย 


มีเรื่องเล่าน่ากลัวว่า มีคนเคยพบเห็นกระดูกท่อนขาหรือท่อนแขนก็ไม่ทราบ แต่ก็มีกำไลทองคล้องอยู่ แสดงว่าเจ้าของกำไลนั้น น่าจะเป็นทหารพม่า ระดับนายกองชั้นผู้ใหญ่พอควร คนที่ขุดเจอกำไล ก็เอาไปขายนำเงินมาซื้ออาหารให้ภรรยาที่กำลังท้อง แต่คืนนั้นก็ฝันเห็นทหารพม่ามาบีบคอ ทวงกำไลคืน และภรรยาก็เสียชีวิต แบบที่เรียกได้ว่าตายทั้งกลม ต่อมาจึงมีการตั้งศาลเพียงตาไว้ที่บริเวณโรงเรียนวัดสุวรรณแห่งนี้ ที่น่าสนใจก็คือ หากใครที่มาไหว้ศาลแห่งนี้ แล้วมองเข้าไปในศาล ก็จะเห็นภาพวาด เป็นรูปกองทหารพม่าไว้สามรูป แทนที่จะมีจเวกอยู่ด้านในแบบศาลพระภูมิทั่วไป คงเพื่อเป็นการระลึกถึงดวงวิญญาณทหารพม่าที่เสียชีวิตในอดีต อีกทั้งด้านหน้าศาลก็ยังมีพิระมิดเล็กๆตั้งไว้ด้วย โดยมีความเชื่อกันว่าสถานที่ตรงไหนที่มีความอาถรรพ์มากๆ ก็จะใช้พิระมิดสะท้อนสิ่งอาถรรพ์นั้นออกไป  


3.วัดพลับพลาชัย กรุงเทพฯ
อีกที่ต่อมาคือ วัดพลับพลาชัย ย่านป้อมปรามศัตรูพ่าย มีวัดวัดหนึ่ง ชื่อวัดพลับพลาชัย  ตั้งอยู่หลังวัดเทพศิรินทร์ ภายในมีโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในบริเวณวัด แต่เดิมวัดพลับพลาชัย มีชื่อเรียกว่าวัดโคก หรือวัดโคกอีแร้ง เดิมที่วัดนี้เป็นที่ประหารนักโทษ เหมือนกับวัดสระเกศ ศพที่ประหารแล้วจะถูกส่งออกมาด้านหลังวัดสระเกศ บริเวณนั้นจึงถูกเรียกว่าประตูผี อย่างที่บอกนั้นแหละ พอประหารเสร็จ บางครั้งทางวัดก็จะปล่อยให้อีแร้งมากินศพที่ถูกประหาร บริเวณนั้นจึงมีอีแร้งชุกชุม ชาวบ้านจึงเรียกกันติดปากว่าวัดโคกอีแร้ง ต่อมาบ้านเมืองเจริญขึ้นมีการสร้างถนน ไม่ก็ขุดถนนแถวหน้าวัดพลับพลาชัย เพื่อซ่อมแซ่ม แต่เมื่อขุดลงไปทีไร ก็เจอแต่โครงกระดูกอยู่ใต้ดินเต็มไปหมดทุกครา

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ตั้งกองเสือป่ารักษาดินแดนขึ้น ได้มีการซ้อมรบ พระองค์ได้มาพลับพลาเสือป่าขึ้นที่นั้น ที่วัดโคกอีแร้ง กาลเวลาต่อมาวัดจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นวัดพลับพลาชัย เรื่องราวสยองขวัญของวิญญาณคนตายที่วัดนี้ มีเล่าขานกันอยู่เนืองๆ ทั้งทั่วบริเวณวัดและในโรงเรียนพลับพลาชัยด้วย เคยมีเด็กนักเรียนพบเจอสิ่งแปลกๆอยู่บ่อยครั้ง จนมาถึงยุคนี้ เรื่องราวในอดีตก็ค่อยๆเลือนหาย ไปพร้อมๆกับกิตติศักดิ์ความเฮี้ยนที่เคยมีก็ไม่ค่อยได้เห็นมีอีกแล้ว


4.วัดปทุมคงคา
สถานที่เฮี้ยนสุดท้ายคือสัมพันธวงศ์ วัดปทุมคงคา เป็นวัดโบราณสร้างตั้งแต่สมัยอยุธยา ต่อมาถูกทิ้งจนเป็นวัดร้างที่ห่างไกลผู้คน ดูวังเวงและน่ากลัว ในเวลาต่อมาได้ใช้เป็นลานประหารบรรดาชาติพระวงศ์หลายๆพระองค์


เรื่องเล่าของวัดนี้ ยังมีเรื่องของต้นอโศกผีสิง ซึ่งเมื่อก่อนในวัดมีต้นอโศกอายุร้อยปี ตั้งตระหง่านอยู่ในวัด ชาวบ้านย่านนั้นเล่าว่า มีวิญญาณมาปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยๆในหลายรูปแบบ แล้วมักจะหายวับเข้าไปในต้นอโศก เรียกว่าเฮี้ยนจนชาวบ้านหวาดกลัวไม่กล้าเข้าวัด จึงถูกตัดโค่นทิ้งในปี พ.ศ.2495 เรื่องราวทั้งหมดจึงเงียบลงได้ จะว่าเป็นความสบายใจ คลายระแวงของผู้คน ข่าวลือน่ากลัวนั้น จึงยุติลงก็น่าจะใช่


5.วัดสระเกศ
วัดสระเกศ เป็นอีกที่ที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี หากย้อนไปในสมัยรัชกาลที่ 1 ศูนย์รวมของชุมชน บ้านเรือนผู้คนจะอยู่ภายในกำแพงเมือง ส่วนด้านนอกกำแพงจะมีการทำนาหรือเกษตรกรเป็นส่วนใหญ่ ภายในกำแพงเมืองนี้ ถือธรรมเนียมกันว่า หากมีคนเสียชีวิตจะต้องขนศพออกไปเผาด้านนอกกำแพงเมือง และทางออกที่ใช้ขนศพออกไปก็คือ ประตูทิศตะวันออกของเมือง ซึ่งเมื่อระบุตามตำแหน่งก็คือ บริเวณใกล้สี่แยกสำราญราชในปัจจุบันนั้นเอง ประตูนี้ถูกเรียกขานกันว่าประตูผี โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดโรคระบาดในพระนคร และเมืองใกล้เคียงในสมัยรัชกาลที่ 2 ด้วยโรคห่าหรืออหิวาตกโรคระบาดไปทั่วทำให้มีคนตายหลายหมื่นคน ศพจำนวนมากถูกลำเรียงผ่านประตูผี ไปยังวัดสระเกศซึ่งอยู่ติดๆกันเรียกว่า ว่ากันว่ามีศพมากมายกองพะเนินวัดไม่สามารถเผาหรือฝังได้ทัน จึงต้องขุดหลุมขนาดใหญ่แล้วฝังลงไปในหลุมเดียวกันคราวละมากๆ แต่จำนวนศพที่มากเกินไป ทำให้ฝูงแร้งแห่กันมาจิกกินซากศพกันเป็นอาหาร


ครั้นมาสมัยรัชกาลที่ 3 และสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ยังเกิดโรคระบาดซ้ำขึ้นอีก วัดสระเกศก็ยังประสพปัญหาเผาศพไม่ทันเหมือนเดิม ทำให้กลายเป็นแหล่งหากินของฝูงแร้งที่มาจิกกินซากศพ จนมีคำเรียกว่าแร้งวัดศระเกศเกิดขึ้นในช่วงนั้นเอง


ปัจจุบันไม่มีประตูผีให้เห็นกันอีกแล้ว อันเนื่องมาจากการตัดถนนบำรุงเมืองผ่านประตูผี และมีการลื้อถอนประตูเมืองและกำแพงออกไป ประตูผีจึงเหลือแค่ชื่อไว้ให้ระลึกถึง แม้ว่าภายหลังจะเปลี่ยนชื่อเรียกตามประตูผีมาเป็นสำราญราช เพื่อเป็นสิริมงคล แล้วก็ตาม แต่ชื่อประตูผีก็ยังเป็นชื่อเรียกติดปากของผู้คนจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นที่ของกินอร่อย ที่เต็มไปด้วยร้านดัง อาทิร้านผัดไทยหอยทอด ข้าวต้มเป็ด ที่ทุกค่ำคืน จะมีคนมายืนรอ ซื้อกินกันอย่างคึกคัก ไม่เหลือความวังเวงน่ากลัวให้เห็นกันอีกแล้ว


ทั้งนี้ เชื่อว่าวัดเหล่านี้ บางคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวมาบ้าง แต่ยังไงก็แล้วแต่วัดเหล่านี้ ก็เป็นวัดที่เก่าแก่มานาน และมีความสวยอยู่ด้วย ถ้าใครมีโอกาสลองไปเยี่ยมชมกันดูได้

ที่มา:https://www.tnews.co.th/


วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ชม 5 ปริศนาแห่งท้องทะเล ความลึกลับของผืนน้ำอันกว้างใหญ่ที่น่าสนใจอย่างไม่น่าเชื่อ

ชม 5 ปริศนาแห่งท้องทะเล ความลึกลับของผืนน้ำอันกว้างใหญ่ที่น่าสนใจอย่างไม่น่าเชื่อ


ด้วยความที่ทะเลนั้นปกคลุมพื้นที่ถึง 70% ของโลก ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ผืนน้ำอันกว้างใหญ่เหล่านี้จะเก็บงำเรื่องที่มนุษย์ไม่เคยทราบมาก่อน หรือปริศนาที่เรายังไขไม่ได้เอาไว้เต็มไปหมด
เรื่องราวที่ถูกซ่อนไว้ในทะเลเหล่านี้ โดยมากแล้วก็จะเป็นอะไรที่ดูธรรมดาอย่างสัตว์สายพันธุ์ที่เราไม่รู้จัก หรือปรากการณ์ทางธรรมชาติใต้ทะเลที่มนุษย์ไม่เคยพบ แต่ในบางครั้งท้องทะเลก็อาจจะซ่อนอะไรที่เป็นปริศนาสุดน่าสนใจได้เช่นกัน เหมือนอย่างปริศนาแห่งท้องทะเลทั้ง 5 อย่างต่อไปนี้

1. เรือผี Mary Celeste

นี่เป็นตำนานที่มีจุดเริ่มต้นมาจากวันที่ 5 ธันวาคม 1872 เมื่อเหล่าลูกเรือของเรือ “Dei Gratia” พบกับเรือประหลาดผลุบๆ โผล่ๆ อยู่นอกชายฝั่งกลุ่มเกาะอะโซร์ส ดังนั้นพวกเขาจึงได้ตัดสินใจที่จะเล่นเรือเข้าไปหาเพื่อให้ความช่วยเหลือ
แต่แทนที่จะพบกับลูกเรือตามปกติลูกเรือของ Dei Gratia กับพบว่าเรือที่พวกเขาพบนั้นไม่มีใครอยู่เลยทั้งๆ ที่บนเรือนั้นยังคงมีเสบียงอาหารและของมีค่าอยู่ครบ แถมบางบันทึกยังเขียนไว้ด้วยว่าบนโต๊ะอาหารบนเรือนั้นยังมีอาหารตั้งอยู่ด้วยซ้ำ
เรื่องที่เกิดขึ้นนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานเรือแมรีเซเลสต์ที่โด่งดังไปทั่ว และแน่นอนว่าแม้จะมีทฤษฎีมากมายที่พยายามไขความลับของเรือลำนี้ แต่ด้วยความที่ไม่มีใครพบตัวลูกเรือที่เคยอยู่บนเรือเลย สุดท้ายแล้วเรื่องราวของเรือลำนี้จึงยังคงเป็นปริศนาแม้ในปัจจุบัน

2. อนุสาวรีย์โยนากุนิ

นี่คือพื้นที่ประหลาดใต้ทะเลที่โยนากุนิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งประกอบไปด้วยโครงแผ่นหินยักษ์ที่มีอายุเก่าแก่มาก และเรียงตัวกันในรูปแบบที่เหมือนหมู่บ้านไม่มีผิด
อนุสาวรีย์โยนากุนินั้นถูกมองจากนักวิทยาศาสตร์ทั้งในฐานะของสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและด้วยฝีมือของมนุษย์
โดยฝั่งที่บอกว่าเกิดจากฝีมือของมนุษย์นั้นให้เหตุผลว่าแผ่นหินยักษ์เหล่านี้เรียงตัวกันอย่างมีรูปแบบเกินกว่าที่จะเกิดขึ้นเองได้ ในขณะที่อีกฝั่งเองก็มีการแย้งว่าอนุสาวรีย์โยนากุนินั้น หากสร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์จริงๆ มนุษย์เหล่านั้นก็น่าจะมีอารยธรรมขั้นสูงมากจนเปรียบได้กับนครแอตแลนติสเลย (ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้)

3. สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

นี่คือพื้นที่รูปสามเหลี่ยมทางตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในฐานะพื้นที่ที่มีเรือและเครื่องบินหายไปเป็นจำนวนมาก
ตั้งแต่ในอดีตมา คนเราก็มีทฤษฎีมากมายที่พยายามจะอธิบาย เรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังของสามเหลี่ยมปีศาจแห่งนี้
ทฤษฎีที่ว่าก็มีตั้งแต่ ทฤษฎีเรื่องความผิดพลาดของข้อมูลที่บอกว่าการรายงานข้อมูลส่วนใหญ่มีการเสริมแต่งให้เกินจริง ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่ออกว่าสามเหลี่ยมแห่งนี้มีการปล่อยก๊าซมีเทนที่ทำให้เรือและเครื่องบินเสียการควบคุม หรือทฤษฎีทางความเชื่อที่บอกว่าเอเลี่ยนลักพาตัวเรือในสามเหลี่ยมไป
แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าทฤษฎีไหนจะถูกต้อง เรื่องราวของสามเหลี่ยมแห่งนี้ ก็จะยังคงเป็นหนึ่งในอาถรรพ์แห่งท้องทะเลที่ถูกจดจำไปอีกนานแสนนานอยู่ดี

4. คราเคน

นี่คือปีศาจหมึกยักษ์แห่งท้องทะเลที่หลอกหลอนนักเดินเรือมานานหลายร้อยปี โดยมีลักษณะเด่นอยู่ที่รูปร่างที่ใหญ่โตมากพอที่จะเอาหนวดของมันลากเรือลงไปใต้ทะเลได้
คราเคนนั้นถูกกล่าวถึงเป็นครั้งแรกในแถบสแกนดิเนเวียในช่วงศตวรรษที่ 12  ก่อนที่เรื่องของมันจะกระจายทั่วยุโรปผ่านเรื่องเล่าของเหล่านักเดินเรือ และถูกบรรยายรูปร่างอย่างละเอียดในปี 1555 โดยนักทำแผนที่ชาวสวีเดน
โดยที่มาจริงๆ ของปีศาจคราเคนนั้น อ้างอิงจากนักวิทยาศาสตร์หลายๆ กลุ่ม เป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นจากการที่คนสมัยก่อนไปเห็นหมึกยักษ์สายพันธุ์ Architeuthis dux หรือไม่ก็ Mesonychoteuthis hamiltoni แล้วเข้าใจผิดว่าหมึกยักษ์เหล่านี้เป็นปีศาจร้ายไปนั่นเอง

5. ขุมทรัพย์ใต้ทะเลแห่ง “Merchant Royal”

นี่คือเรื่องราวของเรือสินค้าชื่อ Merchant Royalที่ ขนทองคำหนักกว่า 45,000 กิโลกรัม และแท่งเงินแท้อีก 400 แท่ง ซึ่งจมไปในปี 1641 เนื่องจากต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ไม่ดีในระหว่างที่เดินทางกลับอังกฤษจากประเทศเม็กซิโก
มูลค่าสินค้าบนเรือลำนี้นั้นทำให้เรือลำนี้กลายเป็นหนึ่งในซากเรือที่มีค่ามากที่สุดลำหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้ ดังนั้นที่ผ่านๆ มาจึงมีคนมากมายที่พยายามที่จะเก็บกู้ซากเรือลำนี้กลับขึ้นมาให้จงได้
ปัญหาคือจนถึงปัจจุบันนั้น ยังไม่มีนักเดินเรือคนไหนเลยที่สามารถระบุจุดที่เรือ Merchant Royal จมลงไปจริงๆ ได้เลย
ทั้งนี้ความหวังที่เป็นไปได้ที่สุดของการตามหาเรือลำนี้นั้น ในปัจจุบันตกอยู่กับทีมนักล่าสมบัติจากศูนย์โบราณคดีการเดินเรือคอร์นวอลล์ ซึ่งมีการออกมาอ้างว่าตัวเองพบสมอเรือที่คาดว่าจะเป็นของเรือ Merchant Royal และกำลังพยายามระบุตำแหน่งของตัวเรือจริงๆ จากสิ่งที่พวกเขาอยู่ เมื่อช่วงต้นปี 2019 ที่ผ่านมานั่นเอง
ที่มา mentalfloss

วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก


10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก


พื่อนๆ รู้ไหมคะว่า? เรื่องแปลกแนวลึกลับที่น่าสนใจในโลกนี้มีอยู่เยอะมาก ทั้งที่เกิดขึ้นในอดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้เราอาจพลาดเรื่องน่ารู้ไป วันนี้ทีนเอ็มไทยได้รวบรวมมาให้เพื่อนๆ ได้ทราบกัน กับ ?10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก ?รับรองว่าเป็นเรื่องที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก

1. Shanti Deva
ในปี 1930 ซานติ เทวี หญิงสาวอายุ 4 ขวบ จากนิวเดลี ประเทศอินเดีย ได้บอกพ่อแม่ของเธอว่า ชาติก่อนเธอเป็นแม่ลูกสาวที่ตายจากการคลอด โดยสามีของเธอคือเกฐานารถ ทั้งเธอและสามีอาศัยอยู่ในเมืองมัตทรา(หรือ Mathura) ตอนแรกพ่อแม่ของเธอนึกว่าเป็นบ้า จึงพาเธอไปพบกับแพทย์ และเมื่ออยู่ต่อหน้าแพทย์เธอก็เล่าเรื่องของเธออย่างละเอียดยิ่งกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการตั้งครรภ์ลูกคนแรก วัยที่เธอตายในระหว่างเด็กอยู่ในท้องเมื่อ 1925 ซานติได้รับการตรวจสอบจากแพทย์ถึง 6 คนด้วยกัน แต่ไม่มีแทย์คนใดหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอได้เลย อย่างไรก็ดีญาติของซานติเริ่มตรวจสอบสิ่งที่เธอเล่าโดยตามหาชายที่ซาติอ้างว่าเป็นสามีของเธอ ก่อนจะพบว่ามีชายคนที่ว่าอยู่เมืองมัตทราจริง และเขามีลูกสองคนจริง แต่ชายดังกล่าวไม่กล้าไปพบกับชาติภรรยากลับชาติมาเกิดของเขา เขาเลยส่งญาติไปและเมื่อญาติไปถึงซาติก็จำเขาได้ทันทีและเล่ารายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับญาติคนนี้ ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าการระลึกชาติมีอยู่จริง หากแต่กระนั้นครอบครัวของซานติ และครอบครัวของสามีชาติที่แล้วของซานติก็ไม่ได้เกี่ยวดองกัน หรือมีเรื่องกันแต่อย่างใด สุดท้ายซานติได้ใช้ชีวิตเป็นเด็กหญิงธรรมดาในชาติใหม่ของเธอจนถึงปัจจุบัน
Creepy Gnome
Creepy Gnome
2. Creepy Gnome
ในปี 2008 กล้องวิดีโอมีการจับภาพสิ่งมีชีวิตลึกลับในจังหวัด Salta ประเทศอาร์เจนตินาได้ ถ่ายทำโดย Jose Alvarez โดยในหนังสือพิมพ์บอกว่า ตอนนั้นเขากำลังคุยกับเพื่อนในการเดินทางตกปลาครั้งล่าสุด มันเป็นตอนเช้า เขาเริ่มคุยโทรศัพท์มือถือในขณะที่คนอื่นๆ คุยและล้อเล่น ทันใดนั้นเขาได้ยินเสียงแปลกๆ เหมือนคนปาหิน เขามองหาที่มาของเสียง ก็พบว่าหญ้ามีการเคลื่อนไหว ตอนแรกพวกเขาคิดว่ามันคือสุนัข แต่เมื่อได้เห็นเจ้าของเสียงออกมาก็พบว่ามันน่ากลัวจริงๆ โดยคาดว่าสิ่งมีชีวิตที่จับภาพคือ โนมภูตขนาดเล็ก ที่มักปรากฎในนิทาน รูปร่างคล้ายคนแคระ ชอบอาศัยอยู่ในถ้ำคอยเก็บรักษาสมบัติล้ำค่า ต่อมาวิดีโอเทปนี้ถูกนำไปทำคลิปและถูกแพร่ไปตามเว็บต่างๆ
Freddy Jackson?s Ghost
Freddy Jackson?s Ghost
3. Freddy Jackson?s Ghost
ภาพถ่ายผีที่น่าขนลุกนี้ถูกถ่ายขึ้นในศตวรรษที่ 1919 ได้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1975 โดยเซอร์ วิกเตอร์ กอดดาร์ก นายทหารเกษียณอายุ โดยภาพถ่ายดังกล่าวมาจากการถ่ายหมู่ของทหารใต้บังคับบัญชาบนเรือ HMS กอดดาร์ดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งภาพนี้คงไม่โด่งดังไปทั่วโลก ถ้าในแถวบนสุดด้านหลังของทหารคนที่สี่จากซ้าย ปรากฏร่างของชายลึกลับคนหนึ่งที่กำลังยิ้มยิงฟันขาวรวมอยู่ด้วย โดยผีนี้คาดว่าเป็นนาย เฟรดดี้ แจ๊คสันที่เพิ่งเสียชีวิตในปี 1919 อย่างกะทันหันจากใบพัดเครื่องบินไปเมื่อสองวันก่อน ว่ากันว่าวิญญาณแจ๊คสันอาจจะยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองตายแล้ว จึงยังมาปรากฏตัวถ่ายรูปกับเพื่อนๆ…
Overtoun Bridge
Overtoun Bridge
4. Overtoun Bridge
?สะพานสุสานสุนัข? เป็นสะพานโค้งสร้างในปี 1859 ในมิลตัน, ดัมบาร์ดัน สก็อตแลนด์ ที่มันได้ชื่อฉายานี้เพราะอดีตที่ผ่านมามีสุนัขหลายตัวไปฆ่าตัวตายโดยการโดดจากสะพานแห่งนี้อย่างไม่ทราบสาเหตุ แต่การศึกษาพบว่าสุนัขในแถบนั้น เริ่มมีพฤติกรรมฆ่าตัวตายโดยโดดจากสะพานเริ่มในช่วง 1950 หรือ 1960 เฉลี่ยหนึ่งตัวต่อหนึ่งเดือน(อาจสิบตัวต่อหนึ่งเดือน) โดยจุดที่กระโดดนั้นนำไปสู่ความสูงกว่าสิบห้าฟุตทำให้สุนัขตายทันที แม้สุนัขบางส่วนรอดก็จริงแต่มันก็กลับมากระโดดฆ่าตัวตายอีก และที่น่าสนใจคือสุนัขที่ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่จะเป็นสายพันธุ์ที่จมูกยาว ทำให้หลายคนเชื่อว่าสะพานนี้มีผีสิง และอาจเป็นคำสาปของเด็กคนหนึ่งที่ถูกโยนตกสะพานในปี 1994(และคนโยนก็มีพฤติกรรมอยากฆ่าตัวตายด้วย) และนอกจากนี้ยังมีคนเชื่อว่าสะพานแห่งนี้เป็นที่กั้นระหว่างโลกคนเป็นกับคนตายซึ่งเป็นสายตรงหากจะข้ามไป ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้ได้รับความสนใจจากต่างประเทศ สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์ได้ส่งคนเข้ามาตรวจสอบ ก็พบว่าบริเวณนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของหนู จากการตรวจสอบพบว่าพวกมันมีกลิ่นที่สุนัขไม่ชอบ และนี้คือสาเหตุที่ทำให้สุนขมีความคิดอยากฆ่าตัวตายหรือไม่นั้นก็ไม่สามารถตรวจสอบได้
An Unfinished Race
An Unfinished Race
5. An Unfinished Race
เป็นตำนานการหายตัวของเจมส์ โวสสัน(James Worson ) โดยตามตำนานเล่าว่าเขาเป็นช่างทำรองเท้าอยู่ใน Leamington Spa, Warwickshire, อังกฤษ โดยมีพยานสำคัญสองคนคือแฮมเมอร์สัน เบิร์นส และบาร์แฮม ไวส์ เป็นคนรู้เห็นการหายไปของเขาครั้งนี้และไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไรกันแน่?
วันนั้นเป็นวันที่ 3 กันยายน 1873 ชายสองคนดังกล่าวเป็นพยานให้แก่เจมส์ที่บอกว่าเขาสามารถวิ่งไม่หยุดจาก Leamington Spa ไปโคเวนทรีที่อยู่ห่างระยะทางประมาณ 9 ไมล์โดยไม่เหนื่อยได้ โดยเขาขอพิสูจน์โดยการวิ่งในระยะทางดังกล่าว เขาเริ่มวิ่งพร้อมกับผู้ติดตาม(ขี่ม้าหลายคน)เพื่อตามมาดูดังกล่าว ระหว่างแข่งเจมส์สะดุดล้มลง และจู่ๆ เขาก็ร้องไห้กรีดร้องอย่างน่ากลัว(พยานในเหตุการณ์วันนั้นบอกว่ามันเป็นเสียงกรีดร้องที่น่ากลัวที่สุดที่เขาเคยได้ยิน) และเขาหายไปอย่างลึกลับโดยไม่ยืน และไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย มีการจัดกำลังค้นหาเจมส์หลายครั้งแต่พวกเขาก็ไม่พบร่องรอยของเจมส์เลย
Devil?s Footprints
6. Devil?s Footprints
ช่วงเช้าวันที่ 8-9 ในฤดูหนาวเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1855 มลฑลเดวอน ประเทศอังกฤษ เกิดเหตุการณ์ประหลาดที่ไม่สามารถอธิบายได้ เมื่อแถบบริเวณแม่น้ำเอ็กซ์ มีรอยเท้าประหลาดปรากฏอยู่ทั่ว มันเป็นรอเท้าที่พึ่งเหยียบมาใหม่ รูปร่างเหมือนรอยเท้าของลา ขนาดของมัน 4 นิ้ว กว้าง 2 นิ้วเศษ ลักษณะของรอยเท้านั้นมีทั้งด้านซ้ายและด้านขวาขนานกันไป เป็นรอยเท้าเดียวๆ ของเท้าข้างหนึ่งเดินตามรอยของเท้าอีกข้างหนึ่งซึ่งเป็นแถวเดี่ยว ระยะห่างของรอยเท้าแต่ละรอยก็เท่ากันหมด และรอยประหลาดเหล่านี้จะเดินเป็นเส้นตรงกว่า 100 ไมล์ โดยผ่านไปยังสวนหลังบ้าน หลังคาบ้าน หรือลอมฟาง และกำแพงสูง โดยอุปสรรค์แต่ละเส้นทางที่เจ้าของรอยเท้านี้ผ่านไปไม่กระทบกระเทือนเลย และไม่ทำให้ระยะห่างของรอยเท้าแต่ละก้าวเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย มันเดินราวกับว่ากำแพงที่ขวางกั้นนั้นไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางการเดินทาง แม้กระทั้งรั้วกั้นสูงๆ ประตูที่ปิดกุญแจไว้ มันก็สามารถทะลุผ่านได้ ทำให้หลายคนคิดว่า มันคือรอยเท้าของปีศาจ ส่งผลทำให้คนในพื้นที่นั้นหวาดกลัวกันมาก
FeliciaFelix-Mentor
FeliciaFelix-Mentor
7. FeliciaFelix-Mentor
เฟลิกเซีย เฟลิกซ์-เมนเทอร์ เธอเป็นผู้หญิงชาวไฮติที่เชื่อว่าถูกทำให้เป็นซอมบี้ ในตอนต้นศตวรรษที่ 20 โดยจากรายงานอย่างเป็นทางการระบุว่าเธอเสียชีวิตเมื่อวันที่ 1907 หลังจากเจ็บป่วยกะทันหันโดยเชื่อว่าเป็นคำสาปของหมอผีชาวไฮติที่ทำให้คนกลายเป็นซอมบี้ ในปี 1936 มีคนพบเธออยู่ท้องถนน(ในรายงานไม่ระบุว่าเธอเปลือยหรือใส่เสื้อผ้ามอมแมม เพราะหลายเว็บต่างระบุเรื่องเหล่านี้ไม่ตรงกันเลย) เธอเดินทางไปฟาร์มของพ่อโดยเธอยืนยันว่าเธอคือเฟลิกเซีย เฟลิกซ์-เมนเทอร์ที่เสียชีวิตเมื่อปี 1907 เนื่องจากสุขภาพไม่ดีเธอเลยถูกส่งไปโรงพยาบาลของรัฐ และจากการตรวจสอบพบว่าเธอมีพฤติกรรมที่ประหลาดคือเธอไร้อารมณ์ความรู้สึก และบ่อยครั้งมากที่เธอพูดถึงตนเองหรือบุคคลที่สามโดยปราศจากความรู้สึกใดๆ และค่อนข้างชาชินกับโลกและสิ่งรอบตัวของเธอ
Chupas
Chupas
8. Chupas วัตถุลึกลับ
Chupas คือวัตถุลึกลับที่คล้ายยูเอฟโอที่หลายคนอ้างว่าสามารถพบได้ในตอนกลางคืนที่ป่าตะวันออกของบราซิล พวกเขาอธิบายว่ามันเป็นวัตถุที่มีลักษณะคล้ายโลหะขนาดเล็กและบินได้ มันทำเสียงฟู่เหมือนตู้เย็นหรือหม้อแปลงไฟฟ้า เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่แถบนั้นมักออกไปข้างนอกตอนกลางคืนเพื่อล่ากวางเป็นอาหาร ดังนั้นพวกเขามักปีนบนต้นไม้เพื่อรอเหยื่อของพวกเขา และมันมักโผล่มาในเวลานี้ โดยมันจะเปล่งแสงสีขาวสว่างและพวกเขาเชื่อว่าแสงนี้อาจทำให้พวกเขาตาย และบางคนเกิดอาการป่วย ในขณะที่นักล่าส่วนใหญ่พยายามยิงสิ่งนั้นแต่ปรากฏว่ามันไม่มีผลใดๆ ทั้งสิ้น
SS Ourang Medan
SS Ourang Medan
9. SS Ourang Medan
ในเดือนกุมภาพันธ์ 1948 ได้รับข้อความช่วยเหลือจากเรือบรรทุกสินค้าของชาวดัตช์ Ourang Medan ที่ลอยเหนือน่านน้ำอินโดนีเซีย ในสภาพเรือแตก โดยมีข้อความ SOS คือ ?All officers including captain are dead lying in chartroom and bridge Possibly whole crew dead.? แปลว่า ?เจ้าหน้าที่ทุกคนรวมทั้งกัปตัน นอนตายอยู่ในห้องนั่งเล่นและสะพานเรือ เป็นไปได้ว่าลูกเรือทั้งหมดตายแล้ว?ข้อความนี้เป็นรหัสมอร์สซึ่งเป็นข้อความความหมายสุดท้ายที่น่ากลัว และเมื่อมีคนขึ้นไปบนเรือดังกล่าวก็พบเรื่องประหลาดเมื่อลูกเรือทั้งหมดและกัปตันเรือดังกล่าวตายหมดแล้วตาของพวกเขาเปิดโพลงใบหน้ามองไปยังดวงอาทิตย์แขนยื่นออก(บางคนเอามือชี้ไปยังสิ่งที่มองไม่เห็น)และใบหน้าของเขาแสดงสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด แม้แต่สุนัขบนเรือก็ตายโดยสภาพเหมือนกับว่ามองเห็นศัตรูที่มองไม่เห็นบางอย่างที่ห้องหม้อไอน้ำ ระหว่างที่ช่วยเหลือลูกเรือก็รู้สึกหนาวขึ้นมา ทั้งๆ ที่วันนั้นอากาศร้อน และระหว่างกลับก็มีควันออกมาจากเรือด้วย ซึ่งจากการสันนิษฐานพบว่าลูกเรืออาจถูกโจมตีโดยยูเอฟโอหรือพื้นที่สามเหลี่ยมอาถรรพ์ แต่สำหรับคนที่ไม่เชื่อก็จะบอกว่าอาจเกิดพิษคาร์บอนมอนอกไซด์ หรือเรืออาจบรรทุกสินค้าวัสดุอันตรายจำพวกพิษที่ทำให้หายใจไม่ออกและเกิดรั่วขึ้น แต่จนถึงทุกวันนี้เรื่องที่เกิดขึ้นบนเรือ Ourang Medan และลูกเรือทั้งหมดของเรือยังคงลึกลับ
GEF
GEF
10. GEF
หมายถึงการพูดคุยหรือการติดต่อสื่อสารกับผีพังพอน(สัตว์ลึกลับ, ผี หรือเรื่องหลอกลวง)ได้ โดยรายงานนี้มาจากครอบครัวที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านดาลบีที่เกาะแมน(Isle of Man)
ในเดือนกันยายน ครอบครัวเออร์วิง?ที่ประกอบด้วยเจมส์ มากาเร็ต และลูกสาว Voirrey (อายุ 13 ปี) อ้างว่าได้ยินเสียงข่วนประหลาด ซึ่งเป็นเสียงกรอบแกรบหลังบ้านของพวกเขา ที่พุ่มไม้และด้านหลังโรงนาที่ทำด้วยไม้ของพวกเขา ในตอนแรกพวกเขาคิดว่าเป็นหนู หากแต่เมื่อเห็นก็พบว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อนและมันทำท่าทางเหมือนจะคาย หรือคุ้ยเขี่ย ชอบคำรามเหมือนสุนัข และเหมือนทารก นอกจากนี้มันยังสามารถพูดเป็นภาษามนุษย์ได้อีกด้วย!! โดยมันแนะนำว่าตนเองเป็นพังพอน ชื่อ GEF อ้างว่าเกิดที่นิวเดลี อินเดีย ในปี 1852 โดย Voirrey เป็นบุคคลเดียวที่เห็นเจ้าพังพอนนี้ชัดที่สุด(และติดต่อกับมันสนิทที่สุด) โดยมันมีขนาดเล็กเท่าหนู มีขนสีเหลือง และหางเป็นพวงขนาดใหญ่
เจ้าพังพอนตนนี้ยังคงเป็นมิตรต่อครอบครัวของเด็กสาว และเจมส์ได้เขียนบันทึกประจำวันเกี่ยวกับพังพอนนี้ไว้ระหว่างปี 1932-1935 ซึ่งปัจจุบันนี้บันทึกที่ว่าอยู่ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยลอนดอน และเจ้าพังพอนนี้ก็กลายเป็นที่นิยมที่ช่วยเรียกนักข่าวและฝูงชนไปยังเกาะแห่งนี้เพื่อดูสัตว์ดังกล่าว แต่กระนั้นหลายคนก็บอกว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องหลอกลวง เนื่องจากเพื่อนบ้านออกมาสัมภาษณ์ว่าพวกเขาไม่เคยหรือได้ยินพังพอนที่ว่า(แต่เพื่อนบ้านบางคนก็บอกว่าเคยได้ยินเสียงแปลกๆ รอบบ้านของพวกเขาเหมือนกัน) และนอกจากนี้ยังมีรูปถ่ายบางส่วนที่เป็นร่องรอยของพังพอน ส่วน Voirrey เด็กหญิงที่เห็นพังพอนดังกล่าวได้เสียชีวิตลงเมื่อปี 2005 และในช่วงสุดท้ายของชีวิตเธอก็ยังยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง
ข้อมูล?anachatalk.blogspot.com
 
Copyright © 2014 siamVarietythailand. Designed by OddThemes